งาน

posted on 21 May 2013 18:56 by ramone
.
 
 
ผมไม่ได้เขียนหนังสือมาเป็นเวลากว่าเดือน
 
เหมือนไม่นาน แต่สำหรับผม ที่นึกอะไรได้ก็มักเขียน กลับไม่ได้เขียนอะไรเลย 
 
ซึ่งก่อนหน้าที่ผมกำลังเรียงตัวอักษรอยู่นี้ ผมได้มีโอกาสได้ไปทำหนังสือที่พิมพ์ด้วยน้ำหมึกและเย็บเล่มแจกจ่ายสู่สายตาผู้อ่านจริงๆ ไม่ใช่เป็นตัวอักษรบนหน้าจอคอมพิวเตอร์อย่างที่ผ่านๆมา
 
ช่วงเวลานั้นผมก็ไม่ได้เขียนหนังสือที่ไหน เพราะผมบอกตัวเองว่าเราก็เขียนอยู่เกือบทุกวันอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องเขียนที่ไหนอีก 
 
ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวก็เป็นเวลากว่า 3 เดือน 
 
สนุก ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆในโลกของสิ่งพิมพ์ ที่ผมได้มีโอกาสย่างกรายเข้าไปอย่างจริงจังครั้งแรก
 
สวนข้ออ้างอีกอย่างก็คือ ผมได้ทำงานเกือบประจำอีกแห่งหนึ่ง สำหรับทำรายการทีวีเคเบิ้ลท้องถิ่น 
 
นั่นหมายถึงผมทำงานแทบทุกวัน เพราะหยุดจากอีกที่ ก็ไปทำอีกที สลับไปมาตลอด 3 เดือน 
 
แต่ประเด็นไม่ใช่เรื่องของความเหนื่อยยากหรืออะไรพวกนั้น
 
สิ่งที่ผมชั่งใจมาโดยตลอดก็คือ จริงๆแล้วผมชอบอะไรมากกว่ากัน ระหว่างงานหนังสือกับงานวีดีโอ
 
เพราะ 2 สิ่งนี้น่าจะเป็นสิ่งที่ผมน่าจะทำได้ดีและอยู่กับมันได้ค่อนข้างนานกว่าสิ่งต่างๆที่เคยทำมา
 
ซึ่งการชั่งใจระหว่างทั้ง 2 อย่างมันควบคู่ไปกับชีวิตผมอย่างไม่เคยได้ตัดสินใจสักที ว่าสรุปแล้วเราชอบอะไร รักอะไร
 
จนเมื่อผมได้ทำทั้ง 2 อย่างในเวลาเดียว ทั้งงานผลิตรายการโทรทัศน์และทำนิตยสาร
 
ผมกลับรู้สึกว่า...
 
ผมไม่ได้ชอบงานทั้ง 2 อย่างเท่าไรเลย
 
ฟังดูขี้แพ้ดีไหม
 
ซึ่งผมตอบไม่ได้เหมือนกัน ว่าอะไรทำให้ผมไม่ได้ชอบทั้ง 2 อย่างไปกว่ากัน 
 
ทำหนังสือก็สนุกดี ได้เขียนหนังสือ ได้พบเจอคนใหม่ๆ ได้สัมภาษณ์ ได้เรียบเรียง
 
ทำวีดีโอก็สนุกอีกแบบ ในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า การได้เดินทาง 
 
แต่สิ่งที่น่าจะทำให้ผมไม่ได้ชอบงานทั้ง 2 อย่าง นั่นน่าจะมาจาก มันไม่ใช่ในแบบที่ผมชอบ
 
ฟังดูเหมือนเหตุผลของขีแพ้ แต่ผมก็รู้สึกอย่างนั้นจริงๆ 
 
ในฐานะคนทำหนังสือ ผมเข้าไปมีส่วนร่วมจากการที่เพื่อนที่รู้จักต้องการทำนิตยสารสักเล่ม ผมเอ่ยปากขอเข้าไปร่วมทำด้วย ซึ่งเป็นการไปร่วมทำมากกว่าที่จะเป็นหนังสือของผมเอง ซึ่งแน่นอน เป้าหมายและมุมมองต่อ Concept เล่มจึงเป็นของเพื่อนผม ซึ่งผมเข้าไปช่วยในรายละเอียดเล็กน้อย จนแทบจะมีผมหรือไม่มีก็ได้
 
ในฐานะคนทำรายการทีวี ผมช่วยเก็บเสียงและเป็นคนควบคุมงาน ติดต่อประสานงาน โดยตัวรายการเป็นรายการที่ทางการพอสมควร มี Pattern ตายตัว ไม่หวือหวา เน้นความครบถ้วนสมบูรณ์ ไม่จำเป็นต้องใช้ไอเดียสร้างสรรค์เท่าที่ควร
 
สรุปได้ว่า งานเหล่านั้น ผมมองว่าเป็นงานที่ผมต้องทำ เหมือนตำรวจเข้าเวร เหมือนพยาบาลตรวจคนไข้ 
 
ไม่ได้พาดพิงว่าเขาเหล่านั้นทำงานไปวันๆ หรือไม่ได้รักงานอย่างแท้จริง แต่ผมเคยเห็นความสุขในการทำงานที่เป็นมากกว่าการนินทาซุบซิบตอนอาหารกลางวันหรือตกเย็นไปออกกำลังกาย
 
อย่างน้อยผมก็เห็นจากสีหน้าและแววตาของกลุ่ม FedFe ที่เขาสนุกสนานกับงานของเขา 
 
หรือจากข้อความในบทนำของนิตยสาร เพลงไทยแม็ก 
 
และจากอีกหลายอย่าง ที่ผมเชื่อว่า เขารักงานของเขา
 
เคยอ่านเจอบางข้อความจาก หม่ำ จ๊กมก 
 
"คนเราเลือกงานที่รักไม่ได้ แต่เลือกรักงานได้"
 
ผมพยายามเชื่อและปฏิบัติตาม แต่จนแล้วจนรอด 'คนที่เราไม่รัก ทำยังไงก็ไม่รัก'
 
และเรื่องของรุ่นพี่เพื่อนที่เลือกเรียนสายภาพยนตร์ ที่ตอนนั้นรุ่นพี่ยังคงเป็นผู้ช่วยกล้องและเดินสายไฟในสตูและยังไม่ได้จับกล้องอย่างที่ตัวเองหวังไว้
 
ซึ่งแน่นอน เพื่อนๆและรุ่นน้องมักนั่งซึมเศร้าและอ่อนล้าทุกครั้งที่มีโอกาสพักกลางวัน 
 
รุ่นพี่คนดังกล่าวจะปรบมือเสียงดังและชวนทุกคนไปทำงานด้วยประโยคเดิมๆ
 
"ป่ะ ไปทำงานที่เรารักกันเถอะ"
 
ประโยคเดียวที่ผมได้ฟังเพื่อนเล่าแล้วมองย้อนกลับไป 
 
ไปในตอนที่เราอ่านหนังสืออย่างบ้าพลังแล้วเริ่มเขียนหนังสือ 
 
ตอนที่เรานั่งเขียนบทยันเช้า เพื่อถ่ายทำหนังเรื่องแรก
 
นั่นเพราะเราเลือกเอง ว่าเราจะมุ่งไปทางไหน ซึ่งไม่ใช่เพราะเรารักมันหรอกเหรอ เราจึงไปทำอย่างนั้น
 
ซึ่งถ้าวันหนึ่ง ผมได้ไปมีโอกาสทำในสิ่งที่ผมอยากทำจริงๆ 
 
ผมจะไม่อ้างอะไรหากวันหนึ่งมันพัง มันแย่ มันขาดทุน มันเจ๊ง
 
เพราะเราได้ทำงานที่เรารัก
 
ที่เหลือก็น่าจะช่างแม่ง
 
 
 
 
.
 
 
 
 

Comment

Comment:

Tweet