the thing that Oscar try to tell

posted on 15 Mar 2012 10:19 by ramone
 
-
 
 
เมื่อไม่นานมานี้ ผมได้มีโอกาสรับงานถ่ายทำ Music video ให้กับวงนอกกระแสวงหนึ่ง ซึ่งตัวผมเองและทีมงานขนาดย่อมทั้ง 3 คนสารภาพว่าชื่อเสียงของเขาไม่คุ้นหู และเพลงของเขาก็ไม่เคยได้ยินจากที่ไหน
 
แต่นั่นเอง ก็เป็นจุดเริ่มต้นให้ทั้งผมและทีมงานต้องเดินทางไป กทม. เมืองฟ้ามหานคร เมืองที่คนมีเงินแม่งแทบจะบินได้
 
โดยพวกเราเลือกที่จะนำรถยนต์ไปกันเอง เพื่อขนอุปกรณ์ที่จำเป็นและพอจะหาได้จากที่นี่ เพราะหากเราไปหวังกับอุปกรณ์แสนแพงที่เมืองฟ้า ค่าตัวเราคงเหลือไม่น้อย ไม่มากกว่าค่าขนมของน้องๆในโรงเรียนเอกชน
 
ซึ่งในขณะเดินทางไปเพื่อปฏิบัติงานที่ได้รับมาให้ลุล่วง ผมและเพื่อนอีกสองคนก็สนทนาเรื่องราวต่างๆกันไปเป็นระยะ จน onthewall เพื่อนผู้ทำงานประเภทนี้และติดตามวงการหนังค่อนข้างใกล้ชิดได้พูดเรื่องราวเกี่ยวกับประเด็นหนังออสการ์ ซึ่งในตอนนั้นเป็นช่วงเวลาที่ The Artist หนังขาวดำและไม่มีบทพูด ได้รับรางวัลออสการ์ประจำปีนี้ ซึ่งก็ค่อนข้างจะผิดโผไปบ้าง สำหรับใครที่ติดตามวงการหนังและลุ้นเรื่องที่เขาเชียร์และมีความคิดเห็นว่าน่าจะ "เหมาะสม" กว่าเรื่องที่ได้รับรางวัล ซึ่ง onthewall ก็มีทัศนะที่ค่อนข้างน่าสนใจ เนื่องเพราะเขาได้อ่านบทความจากหนังสือบ้างเล่ม และเล่าต่อได้ดี
 
เนื้อความที่ on the wall เล่าประมาณว่า จริงๆแล้ว หนังที่ได้รับรางวัลหนังยอกเยี่ยมในแต่ละปี จริงๆแล้วผู้ตัดสินรางวัลไม่ได้ตัดสินเฉพาะคุณภาพของหนังในด้านต่างๆเท่านั้น แต่น่าจะรวมไปถึง "นัยยะ" บางอย่าง ที่ออสการ์ต้องการจะพูดถึงในช่วงเวลานั้นๆ ประกอบอยู่ในการตัดสินด้วย ซึ่งส่วนตัวผมแล้ว เมื่อฟัง onthewall เล่าประกอบกับภาพของทุ่งโล่งกว้าง 2 ข้างทาง ก็พอจะเห็นด้วยและเชื่อในสมมุติฐานนั้นพอสมควร ซึ่ง onthewall ก็ยกตัวอย่างคราวที่แล้วๆมาให้ฟัง เช่นในปีที่ Hurt Locker ได้รับรางวัลหนังยอดเยี่ยมนั้น หนังตัวเก็งแบบที่ไม่น่าจะหลุดพ้นไปได้อย่าง Avatar ก็ต้องตกม้าตายอย่างน่ากังขา onthewall ให้เหตุผลว่านั่นเพราะช่วงเวลานั้น ทางอเมริกา ได้มีการออกรบในหลายพื้นที่่และออสการ์ก็ต้องการบอก "นัยยะ" บางอย่างนี้ จึงเลือกหนังวีรบุรุษสุดเท่ห์ให้ได้รับรางวัล แทนที่จะเป็นหนังสุดอลังการที่แอบบอกเรื่องราวของการรักษ์ธรรมชาติอย่าง Avatar ให้ตกประเด็นไปแบบหักปากกาเซียน
 
ซึ่ง "นัยยะ" ที่พูดถึงใน Hurt Locker นั้น ก็น่าจะหนีไม่พ้นการต้องการความเป็น Hero ของอเมริการวมถึงสร้างภาพลักษณ์และเชิดชูเกียรติของผู้ที่ออกรบ ให้รู้สึกว่าเขาทั้งเสียสละ กล้าหาญ รวมถึงได้ทำในสิ่งที่"ถูกต้อง"
 
แล้วถ้าลองคิดตามอีกนิด ในคำว่า "สงคราม" นั้น ก็ต้องประกอบไปด้วย อย่างน้อย 2 ฝ่าย เพราะสงครามไม่สามารถมีตัวตนได้ หากไม่มีใครให้รบพุ่งด้วย นั่นก็แปลว่าหากฝ่ายใดได้รับภาพลักษณ์ที่ "ถูกต้อง" แล้ว อีกฝ่ายก็ต้องได้รับสถานะ "ผู้ก่อการร้าย" ไปโดยปริยาย
 
หลักการเดียวกันกับเรื่องตลกของโน้ต อุดม ที่เล่าเรื่องร้านเนื้อย่างสองร้านที่ทั้งสองตั้งอยู่บริเวณใกล้กัน โดยร้านหนึ่งชิงตั้งชื่อร้านว่า 'ร้านเนื้อย่างเกาหลีเหนือ' ปุ๊บ อีกร้านใกล้ๆ ซึ่งก็ตั้งชื่อร้านปกติตามแบบฉบับร้านเนื้อย่างทั่วไป ก็จะได้รับสถานะเป็น 'ร้านเนื้อย่างเกาหลีใต้' ไปโดยปริยาย จากปากของผู้คนละแวกนั้น ที่ต้องการเรียกชื่อร้านให้ตรงกับจุดประสงค์ของตัวผู้พูด
 
และเมื่อทางออสการ์ได้จัดแจงให้ฝ่ายของอเมริกามีภาพลักษณ์เป็นผู้ "ถูกต้อง" แล้ว อีกฝ่ายที่ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใดก็คงจะกลายเป็น "ผู้ก่อการร้าย" ไปในทันที
 
ถึงแม้ผู้ "ถูกต้อง" จะใช้อาวุธโครตพ่อของความวินาศสันตโร พร้อมกับหมายค้นที่เขาทึกทักขึ้นเอง เพื่อเข้าบุกรุกใครจะตามที่ถูกตราหน้าว่าเป็น "ผู้ก่อการร้าย" ก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องผิดแต่อย่างใด เพราะที่พวกเขาเหล่านั้นทำไปก็เพราะเพื่อความั่นคงต่อโลก
 
หรือในความจริงอาจจะแค่ความมั่นคงต่อพวกเขา
 
นั่นก็กลายมาเป็นข่าวหน้าหนังสือพิมพ์หลายต่อหลายวันในช่วงนั้น เรื่องการเข้าค้นหาอะไรบางอย่างในประเทศอะไรสักอย่าง
 
ผมว่าผู้ที่ถูกตราหน้าว่าผู้ก่อการร้ายคงสงสัยและได้แต่ทำใจ
 
เปรียบเสมือนวันหนึ่ง อยู่ๆก็มีใครไม่รู้เข้ามาขอค้นบ้านของคุณ เพียงแต่บอกว่าบ้านคุณน่าสงสัยว่าจะมีสิ่งผิดกฎหมาย
 
จริงๆพวกเขามีสิทธิ์ค้น แต่ไม่มีสิทธิ์ระราน
 
การค้นหาอะไรด้วยปืนและขีปนาวุธไม่ได้เข้าข่ายค้นหาแต่อย่างใด
 
กลับเข้ามาที่ออสการ์อีกครั้ง ก่อนที่เรื่องราวจะยาวหลายสิบหน้า
 
นั่นก็เป็นตัวอย่างหนึ่งในการแสดง นัยยะ บางอย่างของทางออสการ์
 
แต่ที่ทำให้ผมสนใจกว่าความขาใหญ่ของประเทศยิ่งใหญ่นั้น ก็เห็นจะเป็น Best picture ที่มอบให้แก่ The Artist หนังขาวดำ ไม่มีบทพูด มีแต่เสียงดนตรีบรรเลงประกอบไปตลอดเรื่อง พอให้จับทางหนังได้ว่าเรื่องราวกำลังดำเนินไปในทิศทางใด
 
onthewall แสดงถึงทัศนะคติต่อรางวัลในปีนี้ว่า นั่นน่าจะเพราะตอนนี้ อุตสาหกรรมภาพยนตร์ กำลังจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญขึ้น (ซึ่งจริงๆก็ก่อตัวมาได้สักพักแล้ว) นั่นก็คือการเข้ามาของระบบ 3D 4D 5D หรือไม่รู้อีกกี่สิบ D ซึ่งมันกำลังจะทำให้โลกภาพยนตร์น่าจะเปลี่ยนไป เหมือนกับที่ facebook ทำให้สังคมการคบเพื่อนเปลี่ยนไป เหมือนกับโทรศัพท์ IPhone ทำให้โลกของการสื่อสารเปลี่ยนไป ซึ่งเมื่อออสการ์มองเห็นรำไรว่ากำลังจะเกิดเรื่องราวที่เดาได้ไม่ยากแบบนี้เกิดขึ้น ออสการ์จึงเลือกที่จะเท้าความกลับไปถึงสมัย ในยุคที่ก่อนจะเกิดการเปลี่ยนแปลง
 
ขออนุญาติสปอยสักเล็กน้อย นั่นเพราะ The Artist เป็นหนังที่ย้อนไปสู่เรื่องราวการเปลี่ยนแปลงของภาพยนตร์เช่นกัน จากที่เคยเป็นภาพเคลื่อนไหวเฉยๆประกอบดนตรีบรรเลง หนังก็เชื่อมไปสู่ช่วงที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงด้วยการเพิ่มเสียงบรรยายเข้าไปในภาพยนตร์ด้วย
 
ในส่วนตัวผมเอง ผมมองว่าออสการ์กำลังจะย้อนกลับไปบอกอะไรบางอย่างต่อคนดูหนัง ว่าหลังจากนี้ การเปลี่ยนของภาพยนตร์กำลังจะเกิดขึ้นและน่าจะเพราะให้เรารำลึกถึงอะไรก่อนหน้าที่มันจะเป็นก่อนหน้านี้
 
เหมือนเพื่อนของผมที่เคยบอก Concept ของการ์ตูน Hikaru เซียนโกะ ว่าหน้าที่ของคนในปัจจุบันคือส่งต่อเรื่องราวในอดีตไปสู่อนาคต
 
ซึ่งออสการ์ น่าจะเตือนพวกเรา ให้ไม่ลืมเรื่องราวในอดีต
 
ว่าก่อนหน้าจะมีสิ่งใหม่ ก็ต้องเริ่มจากสิ่งเก่า
 
และถ้าวันหนึ่ง โรงหนังมีแต่ 3D เพื่อเพิ่มอรรถรสให้กับผู้ชมได้จุใจกว่าเดิม
 
ผมเองก็เริ่มกลัวเหมือนกัน
 
กลัวว่าความใหม่จะเข้ามาทำลายสิ่งเก่า
 
ซึ่งเกิดขึ้นกับหลายอย่างที่ไม่ควรจะมีสิ่งใหม่เข้ามาเบียดเบียน เช่น โขน เพลงฉ่อย
 
กลัวว่า เปลือก จะเข้ามาบดบัง แก่น
 
กลัวว่า รูปลักษณ์ จะสำคัญกว่า ใจความ
 
แต่ผมก็ได้คำตอบ จากหนังออสการ์เรื่องล่าสุด
 
ว่าไม่ว่าอะไรจะเปลี่ยนแปลง
 
มันก็ต้องมีทางออกเสมอ
 
 
 
-
 
 
 
 
 
 

Comment

Comment:

Tweet